วิเคราะห์บอลตามใจ – หลังเกม เวียดนาม 0-0 ไทย เห็นอะไรจากเกมนี้

โพสต์นี้ขอนอกเรื่องมือถือและไลฟสไตล์ซะหน่อย ขอพูดถึงฟุตบอลชายทีมชาติไทย นัดเยือนเวียดนาม เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาครับ

เวียดนาม 0-0 ไทย
ภาพจาก Vietnam Football Federation

ผลเสมอ 0-0 เก็บ 1 แต้มจากบ้านของเวียดนาม ไม่ได้เสียหาย ถือว่าน่าพอใจด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับเวียดนามที่ชั่วโมงนี้ความมั่นใจเหลือล้น ได้เล่นในบ้านท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอลตัวเองกว่า 4 หมื่นคน

ไลน์อัพ 11 คนแรกที่ออกมา แดนกลางกับกองหน้ายังใช้ชุดเดียวกับนัดเจอมาเลเซีย แผงหลังปรับเปลี่ยนอีกครั้ง ต้น นฤบดินทร์ ลงยืนแบ็คขวาแทนทริสตอง โด เป็นการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางคำถามของคนดูบอลว่า นิติพงษ์ เสลานนท์ ที่เล่นดีนัดเจอยูเออีทำไมไม่ได้ลง ?

เรื่องนี้นิชิโนะมีคำตอบอยู่ในใจแน่นอนครับ แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งครับว่านี่เป็นอีกครั้งที่นิชิโนะอยากรู้ศักยภาพของนักเตะในตำแหน่งแบ็คขวาที่เขาเรียกมา 3 คน ประกอบกับนิชิโนะคงดูแล้วว่านักเตะคนไหนเหมาะสมกับแท็กติกของเขาในแต่ละเกม ซึ่งหลังจากลองแบ็คขวาที่ดีที่สุดในไทยตอนนี้ครบทั้ง 3 คน เชื่อว่านิชิโนะน่าจะได้คำตอบแล้วว่านัดต่อไปควรจะใช้ใครมากที่สุด หรือจะมีแบ็คขวาคนที่ 4 โผล่ขึ้นมาอีก จะเป็นใครละ ลองถอยศศลักษณ์ลงมายืนอีกไหม บอกตามตรงว่าเดาใจนิชิโนะยากมากครับ

แบ็คซ้าย อุ้ม ธีราธร พ้นโทษแบนกลับมา ได้ยืนตัวจริงแบบไม่ต้องสงสัย คู่เซ็นเตอร์ มานูเอล ทอมเบียร์ เป็นตัวหลักไปแล้วในยุคนิชิโนะ ส่วนพาร์ทเนอร์นัดนี้เป็นตั้ม ธนบูรณ์ ซึ่งไลน์อัพของแผงหลังไม่ได้ขี้เหล่และจัดอยู่ในขั้นดูดีใช้ได้ ขณะที่ผู้รักษาประตูเปลี่ยนมาใช้ ตอง กวินทร์ แทนศิวรักษ์ที่บาดเจ็บมาจากนัดเจอมาเลเซีย

แม้ในนัดนี้ไทยจะได้จุดโทษ แต่น่าเสียดายที่อุ้ม ธีราธร ยิงไปติดเซฟดัง วาน ลัม ซึ่งการยิงจุดโทษมันมีโอกาสพลาดกันได้ครับ และเชื่อว่ายังไงซะอุ้ม ธีราธร ก็ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นมือหนึ่งในการยิงจุดโทษต่อไป ส่วนฝั่งเวียดนามก็มีโอกาสโหม่งเป็นประตู แต่ถูกจับเป็นลูกฟาวล์ไปซะก่อน

รูปเกมนัดนี้เวียดนามพยายามเพรสซิ่งตั้งแต่ในแดนของไทย ทำให้ช่วงแรกไทยเล่นลำบากพอสมควร แต่หลังจากนั้นไม่นานไทยก็เริ่มปรับรูปแบบเกมให้เข้าที่เข้าทาง แผงหลังของไทยชุดที่นิชิโนะส่งลงนัดนี้อย่างที่ผมบอกไปครับว่าจัดอยู่ในขั้นดูดีใช้ได้ แทบจะปิดโอกาสเกมรุกของเวียดนามได้เกือบทั้งหมด ทำให้ตลอดทั้งเกมตอง กวินทร์ แทบไม่ต้องออกแรงเซฟ

ขณะที่เกมรุกของไทยผมมองว่าทั้งนัดที่เจอมาเลเซียและเวียดนาม ขาดความหลากหลายในการเข้าทำและความต่อเนื่อง ในห้วงเวลาที่เจ ชนาธิป ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุด ความคาดหวังถูกกระจายไปยังสุภโชค สารชาติ และเอกนิษฐ์ ปัญญา แต่กลายเป็นว่าทั้ง 3 คน ต่างพร้อมใจกันเล่นไม่ออก เกมรุกขาดความไหลลื่นต่างจากนัดเจอกับยูเออี ทำให้กองหน้าอย่างมุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา ขาดคนสนับสนุนการทำประตู

เรื่องการเปลี่ยนตัวผู้เล่นในนัดนี้เป็นประเด็นที่นิชิโนะโดนตำหนิพอสมควรครับ ช่วงเวลาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ความสด ความแปลกใหม่ กว่าที่นิชิโนะจะเริ่มเปลี่ยนตัวคนแรกก็ปาเข้าไปนาทีที่ 85 ศิวกรณ์ เตียตระกูล ลงแทนเอกนิษฐ์ ปัญญา และนาที 90+1 บดินทร์ ผาลา ลงแทน สุภโชค สารชาติ ทำให้เวลาในสนามของทั้งสองคนมีน้อยเกินกว่าที่จะสร้างแตกต่างให้เกิดขึ้นในเกม โดยเฉพาะช่วง 10 นาทีท้ายของ เป็นจังหวะที่ไทยกำลังไล่ต้อนเวียดนาม จนมีโอกาสจบหลายครั้ง ทำให้ดัง วาน ลัม ต้องเซฟเป็นพัลวัน หากมีใครสักคนหรือสองคนสลับลงมาสร้างความสดใหม่ให้กับไทยได้ น่าจะทำให้เวียดนามเผชิญความกดดันมากกว่านี้ครับ

สถิติหลังเกมที่ไทยรัฐทีวีทำสรุปไว้ น่าสนใจมากครับ

– การครองบอล : เวียดนาม 37%, ไทย 63%
– โอกาสทำประตู : เวียดนาม 5 ครั้ง, ไทย 13 ครั้ง
– ยิงเข้ากรอบ : เวียดนาม 0 ครั้ง, ไทย 7 ครั้ง
– การเซฟของผู้รักษาประตู : เวียดนาม 7 ครั้ง, ไทย 0 ครั้ง
– การส่งบอล : เวียดนาม 225 ครั้ง, ไทย 468 ครั้ง

โดยรวมแล้วถือว่าเป็นหนึ่งในนัดที่ทีมชาติไทยเล่นได้ดีครับ ขอชื่นชมนักเตะไทยทุกคน หลังจากนี้นักเตะแต่ละคนจะได้เวลาพักผ่อน ชาร์จแบตให้กับตัวเอง บางคนยังต้องกลับไปรับใช้ต้นสังกัดต่อไป ขณะที่นิชิโนะก็ต้องพักจากชุดใหญ่ เพื่อมุ่งหน้าสู่ชุดยู-23 เพื่อลุยศึกซีเกมส์ที่กำลังจะเปิดศึกในปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็ต้องเดาใจนิชิโนะอีกเช่นกันว่าจะเรียก 4 นักเตะจากชุดใหญ่อย่าง สุภโชค สารชาติ, ศุภชัย ใจเด็ด, เอกนิษฐ์ ปัญญา และศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ไปสู้ศึกซีเกมส์ด้วยหรือเปล่า ซึ่งเป้าหมายของซีเกมส์คงมีอย่างอื่นเป็นไม่ได้นอกจาก “เหรียญทอง” เท่านั้น !!

สำหรับทีมชาติไทยชุดใหญ่กับเส้นทางฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก แม้ไทยจะหล่นลงมาอยู่อันดับ 3 ตามหลังเวียดนามและมาเลเซีย ยังมีความหวังในอีก 3 นัดครับ
31 มีนาคม 2020 ไทย พบ อินโดนีเซีย [เกมในบ้าน]
4 มิถุนายน 2020 ยูเออี พบ ไทย [เกมเยือน]
9 มิถุนายน 2020 ไทย พบ มาเลเซีย [เกมในบ้าน]

แน่นอนครับว่า 2 นัดที่เล่นในบ้านพบอินโดนิเซียและมาเลเซีย เป้าหมายไม่มีอย่างอื่นนอกจากเก็บ 6 คะแนนเต็ม ส่วนนัดเยือนยูเออี ผมเองก็มั่นใจในศักยภาพของไทยว่าจะสามารถเก็บ 3 คะแนนได้ครับ ซึ่งหากนัดที่เราเล่นในบ้านไม่สามารถเก็บ 3 คะแนนได้อีกละก็ โอกาสเข้ารอบ 12 ทีมก็ค่อนข้างริบหรี่ ผมและแฟนบอลไทยก็ต้องทำใจยอมรับละครับว่า ” เราไม่ดีพอ !! ”

ส่วนนิชิโนะเองก็คงต้องทำการบ้านและทบทวนแท็กติกต่างๆ ไปจนถึงการให้เวลากับตัวสำรองคนอื่นๆ และไม่แน่ว่าใน 3 นัดที่เหลือเราอาจได้เห็นนักเตะหน้าใหม่แวะเวียนเข้ามาติดทีมชาติอีกก็เป็นได้ครับ

สุดท้ายนี้ อยากบอกว่าไทยยังไม่หมดหวังครับ การหล่นมาอยู่อันดับ 3 ไม่ได้แปลว่าเราตกรอบแล้ว หลังจากนี้คือการทำหน้าที่ของตัวเองในทุกๆ นัดที่ลงสนามให้ดีที่สุด เรื่องนี้จะจบแบบไหน ปีหน้ารู้กันครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *