OnePlus ถอนตัวจากอเมริกา-ยุโรป realme เลิกขายในจีน ปี 2026 สัญญาณอะไรที่คนใช้มือถือต้องรู้

สรุปสั้น: OnePlus ถอนตัวออกจากตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเลิกเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ในสองภูมิภาคนี้ และเหลือตลาดหลักแค่ 2 ประเทศคือจีนกับอินเดีย ส่วน realme ประกาศ “กดปุ่มหยุดชั่วคราว” ในจีน แล้วหันไปเน้นตลาดต่างประเทศแทนทั้งหมด ทั้งสองเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ OPPO บริษัทแม่ สาเหตุหลักคือ RAM และหน่วยความจำเก็บข้อมูลขาดแคลนและแพงขึ้นมาก เพราะโรงงานผลิตชิปหันไปผลิตให้ธุรกิจ AI ก่อน ผลที่ตามมาคือมือถือทั่วโลกจะแพงขึ้น รุ่นถูกจะหายไปจากตลาด และปี 2026 จะเป็นปีที่ยอดขายมือถือทั่วโลกตกหนักที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
- OnePlus ถอนตัวจากตะวันตกอย่างเป็นทางการ โดยจะโฟกัสแค่ 2 ตลาดหลังจากนี้คือจีนและอินเดีย โดยเรียกการตัดสินใจครั้งนี้ว่าการปรับกลยุทธ์ระดับโลกเชิงรุก ธุรกิจในอินเดียยังเดินต่อและมีสินค้าใหม่ในคิว รวมถึง OnePlus N6x
- เว็บไซต์และแอป Community ของ OnePlus ในอเมริกาเหนือจะปิดวันที่ 16 สิงหาคม 2026 ส่วนฝั่งยุโรป Community และร้านค้าออนไลน์ยังเปิดอยู่ในตอนนี้ โดย OPPO จะเข้ามารับช่วงดูแลการรับประกันในยุโรปแทน
- การเปลี่ยน OxygenOS เป็น ColorOS ยืนยันแล้ว ไม่ใช่ข่าวลืออีกต่อไป เครื่อง OnePlus ทุกภูมิภาคที่ได้อัปเดต Android 17 จะเปลี่ยนไปใช้ ColorOS 17 ส่วนเครื่องที่ไม่ได้ Android 17 จะยังได้รับการดูแลบน OxygenOS ต่อจนครบระยะซัพพอร์ต Realme UI ก็จะเปลี่ยนเป็น ColorOS เช่นเดียวกัน
- ฝั่ง realme ผู้บริหารแถลงเอง ทั้งจดหมายเปิดผนึกของ CEO Sky Li และโพสต์ Weibo ของ Shen Qi ที่ใช้คำว่า กดปุ่มหยุดชั่วคราวในจีน เพื่อทุ่มทรัพยากรให้ตลาดต่างประเทศ โดยเน้นเครื่องสายเกมมิ่งและ performance ตลาดเป้าหมายคือกลุ่มนอร์ดิก (เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน) และอินเดีย ผู้ใช้เดิมในจีนยังได้รับบริการหลังการขายผ่านทีมบริการของ OPPO
- ส่วนแบ่งตลาด ของ OnePlus ในสหรัฐฯ ร่วงจาก 1.8% เหลือ 0.1% ขณะที่ธุรกิจในจีนกลับแข็งแรง ยอดขายปี 2025 โต 44% และ 11 สัปดาห์แรกของปี 2026 โตอีก 27.4% ส่วนอินเดียเป็นตลาดที่เคยคิดเป็นมากกว่าครึ่งของยอดส่งมอบ OnePlus ทั่วโลก การเก็บจีนกับอินเดียไว้แล้วตัดตลาดที่เหลือจึงตรงตามตัวเลข
- สัญญาณที่ต้องจับตาต่อในอินเดีย OnePlus ปรับไปขายออนไลน์เป็นหลัก ทยอยปิดร้านพาร์ตเนอร์ และยกเลิกการนำ OnePlus 15s เข้าอินเดีย ขณะที่ Bloomberg ยังคงรายงานว่ามีแผนถอนตัวจากอินเดียช่วงปี 2027 ซึ่ง OnePlus อินเดียปฏิเสธในเรื่องนี้
เกิดอะไรขึ้นกับ OnePlus และ realme
กลางเดือนกรกฎาคม 2026 มีข่าวใหญ่ 2 เรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน
เรื่องแรก OnePlus ถอนตัวจากอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างเป็นทางการ จะไม่เปิดตัวสินค้าใหม่ในอเมริกาเหนือและยุโรปอีกแล้ว เท่ากับปิดฉากธุรกิจมือถือในตลาดที่สร้างชื่อให้แบรนด์นี้มาตั้งแต่ต้น เครื่องที่ขายไปแล้วยังได้รับอัปเดตซอฟต์แวร์และบริการหลังการขายตามเดิม แต่จะไม่มีรุ่นใหม่มาขายอีก
เรื่องที่สอง OPPO ยืนยันว่า realme จะหยุดเปิดตัวสินค้าใหม่ในจีน ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดของตัวเอง แล้วหันไปโฟกัสตลาดต่างประเทศแทนทั้งหมด
ทั้งสองแบรนด์เป็นบริษัทลูกของ OPPO การเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นแผนเดียวกัน สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่านี่คือส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของ OPPO และยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า OnePlus อาจทยอยปิดตัวในตลาดอื่นทั่วโลก รวมถึงอินเดีย ภายในปี 2027 แม้ทาง OnePlus อินเดียจะออกมาปฏิเสธว่ายังทำธุรกิจตามปกติ
อีกจุดที่คนใช้ OnePlus และ realme ควรรู้คือ ทั้งสองแบรนด์ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่าระบบปฏิบัติการ OxygenOS และ realme UI จะถูกแทนที่ด้วย ColorOS ของ OPPO โดยเริ่มพร้อมการอัปเดต Android 17 (ColorOS 17) เหตุผลที่ทั้งสองแบรนด์ให้คือลดต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์และทำให้การอัปเดตเร็วขึ้น การปรับโครงสร้างทั้งหมดอยู่ภายใต้การนำของ Pete Lau ผู้ก่อตั้ง OnePlus ซึ่งปัจจุบันเป็น Chief Product Officer ของ OPPO
ทำไม OnePlus ต้องถอนตัว ทั้งที่เคยเป็นแบรนด์ดัง
คำตอบสั้นที่สุดคือ ขายแล้วไม่คุ้ม
OnePlus สร้างชื่อจากการขายมือถือสเปกระดับเรือธงในราคาถูกกว่าคู่แข่ง จนได้ฉายา flagship killer โมเดลธุรกิจแบบนี้จะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อต้นทุนชิ้นส่วนถูกพอ
แต่ตอนนี้ชิ้นส่วนไม่ถูกอีกแล้ว ราคาชิปหน่วยความจำแบบ LPDDR ที่ใช้ในมือถือพุ่งขึ้นถึง 250% ภายในปีเดียว เพราะผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Samsung, SK Hynix และ Micron หันไปผลิตชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ที่จ่ายแพงกว่าและสั่งซื้อเยอะกว่า มือถือราคาประหยัดอย่างซีรีส์ Nord ของ OnePlus จึงขายต่อไม่ได้ เพราะต้นทุนสูงเกินราคาขาย
นอกจากเรื่องต้นทุน ยังมีปัจจัยอื่นประกอบ เช่น
- ยอดขายในอเมริกา ยุโรป และอินเดีย ไม่เติบโตมาหลายปี ในอเมริกา OnePlus มียอดขายตามหลังไม่ใช่แค่ Apple กับ Samsung แต่ยังแพ้ Motorola และ Google Pixel ด้วย
- แรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ การขายมือถือแบรนด์จีนในอเมริกามีความเสี่ยงมากขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าและข้อจำกัดต่าง ๆ
เมื่อรวมทุกปัจจัย การถืออยู่ในตลาดที่ขาดทุนจึงไม่มีเหตุผลอีกต่อไป การที่ OnePlus ถอนตัวจึงเป็นการตัดสินใจของ OPPO ที่เลือกถอนแบรนด์ลูกออก แล้วเก็บทรัพยากรไว้สู้ในตลาดที่ยังมีโอกาสชนะ
ทำไม realme ถึงเลิกขายในจีน ทั้งที่จีนคือบ้านตัวเอง
เพราะตลาดจีนตอนนี้แข่งยากที่สุดในโลก
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย IDC ระบุว่า ยอดส่งมอบมือถือในจีนไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลง 4.3% เหลือประมาณ 66 ล้านเครื่อง และลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 5 แล้ว มีเพียง Huawei กับ Apple เท่านั้นที่ยอดขายยังโต โดย Huawei ครองส่วนแบ่งตลาดจีนถึง 23% ตามข้อมูลของ Omdia
realme เป็นแบรนด์ที่เน้นมือถือราคาถูกถึงราคากลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่โดนผลกระทบจากชิปแพงหนักที่สุด การสู้ต่อในจีนหมายถึงการทำสงครามราคากับ Huawei, Xiaomi, vivo ในตลาดที่หดตัว โดยที่ต้นทุนสูงขึ้นทุกไตรมาส
OPPO จึงเลือกให้ realme ถอยออกจากจีน แล้วไปทุ่มกับตลาดต่างประเทศที่ทำได้ดีอยู่แล้ว เช่น อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศนอร์ดิกในยุโรป (ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน ไอซ์แลนด์) แนวทางนี้คล้ายกับที่ HONOR ทำมาก่อนและได้ผล คือเปิดตัวสินค้าในต่างประเทศก่อนตลาดบ้านตัวเอง
วิกฤตชิปหน่วยความจำคืออะไร ทำไมถึงกระทบมือถือทั้งโลก
ชิปหน่วยความจำในมือถือมี 2 ประเภทหลัก คือ DRAM (แรม) กับ NAND (หน่วยความจำเก็บข้อมูล) ทั้งสองอย่างเป็นชิ้นส่วนที่มือถือทุกเครื่องต้องมี
ปัญหาเริ่มจากธุรกิจ AI ที่เติบโตเร็วมาก บริษัทที่สร้างศูนย์ข้อมูล AI ต้องใช้ชิปหน่วยความจำจำนวนมหาศาลและยอมจ่ายแพง ผู้ผลิตชิปจึงจัดสรรกำลังการผลิตให้ลูกค้ากลุ่ม AI ก่อน นักวิเคราะห์จาก Counterpoint Research อธิบายตรง ๆ ว่า ผู้ผลิตชิปบอกให้แบรนด์มือถือไปต่อคิวข้างหลังบริษัท AI
ผลคือชิปสำหรับมือถือขาดตลาดและแพงขึ้น IDC ประเมินว่าปี 2026 กำลังการผลิต DRAM จะโตแค่ 16% และ NAND โต 17% ซึ่งต่ำกว่าค่าปกติในอดีต ไม่พอต่อความต้องการ
ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพว่าทำไมมือถือถูกถึงโดนหนักกว่ามือถือแพง
- มือถือระดับกลาง ต้นทุนชิปหน่วยความจำคิดเป็น 15-20% ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งเครื่อง
- มือถือเรือธง ต้นทุนชิปหน่วยความจำคิดเป็น 10-15% ของต้นทุนชิ้นส่วนทั้งเครื่อง
เมื่อชิปแพงขึ้นเท่ากัน มือถือราคาถูกจึงรับภาระหนักกว่าตามสัดส่วน บางตลาดเกิดใหม่ราคาขายปลีกมือถือเพิ่มขึ้นแล้วถึง 40-50% ตามข้อมูลของ IDC
ตลาดมือถือโลกปี 2026 จะเป็นอย่างไร
จะเป็นปีที่ตลาดหดตัวแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสมาร์ตโฟน
ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดจากสำนักวิจัยระดับโลก IDC คาดว่ายอดส่งมอบมือถือทั่วโลกปี 2026 จะลดลง 13.9% เหลือ 1,090 ล้านเครื่อง เท่ากับหายไปประมาณ 160 ล้านเครื่อง และปี 2027 จะลดต่ออีก 1.1% ก่อนจะฟื้นตัว 5.5% ในปี 2028 เมื่อชิปกลับมาเพียงพอ
Counterpoint Research คาดว่ายอดทั้งปี 2026 จะลดประมาณ 14% และภาวะชิปขาดแคลนอาจลากยาวถึงปลายปี 2027
ตัวเลขจริงที่ออกมาแล้วก็ยืนยันทิศทางนี้ ไตรมาส 2 ปี 2026 ยอดส่งมอบทั่วโลกอยู่ที่ 277.5 ล้านเครื่อง ลดลง 6.7% จากปีก่อน เป็นตัวเลขไตรมาส 2 ที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 ปี
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือ ตลาดกำลังแยกออกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน
กลุ่มที่ยังโต คือแบรนด์ที่เน้นเครื่องราคาแพงและมีอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตชิป ได้แก่ Samsung ที่ครองอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่ง 22% และ Apple ที่ทำสถิติส่วนแบ่งตลาดโลกสูงสุดที่ 20% ในไตรมาส 2 ปี 2026
กลุ่มที่ยอดตกแรง คือแบรนด์ที่พึ่งพาเครื่องราคาถูก ได้แก่ Xiaomi, OPPO, vivo ที่ยอดขายลดลงระดับสองหลัก IDC คาดว่าระบบ Android ทั้งหมดจะมียอดลดลงถึง 21% ในปี 2026 ขณะที่ Samsung เป็นข้อยกเว้นเพราะเน้นตลาดบนได้
การที่ OnePlus ถอนตัวและการย้ายสนามของ realme จึงไม่ใช่เรื่องของสองแบรนด์นี้เท่านั้น แต่เป็นตัวอย่างแรก ๆ ของแบรนด์ที่ต้องเลือกว่าจะสู้ที่ไหนและยอมทิ้งที่ไหน มีรายงานด้วยว่าอาจมีอีกหนึ่งแบรนด์ในกลุ่ม Redmi, iQOO หรือ Poco ที่จะหายไปจากบางตลาดเช่นกัน แม้ยังไม่มีการยืนยัน
แบรนด์ไหนได้ประโยชน์และยังเติบโตต่อได้
ในตลาดที่หดตัวหนัก มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่ยังเติบโตสวนกระแส และเหตุผลของแต่ละแบรนด์ก็บอกได้ชัดว่าใครจะรอดในยุคชิปแพง
Samsung กลับมาครองอันดับ 1 ของโลก
จากข้อมูล Counterpoint Research Samsung กลับมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในไตรมาส 2 ปี 2026 ด้วยส่วนแบ่งราว 22-24% แซง Apple ที่เพิ่งขึ้นนำในไตรมาสแรก เหตุผลที่ Samsung โตได้มี 3 อย่าง หนึ่ง ยอดขาย Galaxy S26 series ดีโดยเฉพาะรุ่น Ultra ที่เป็นตัวชูโรง สอง ขึ้นราคาน้อยกว่าคู่แข่งในตลาดสำคัญอย่างอินเดียและตะวันออกกลาง สาม Samsung มีโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำเป็นของตัวเอง จึงมีชิปป้อนสายการผลิตมือถือได้มั่นคงกว่าแบรนด์ที่ต้องซื้อชิปจากคนอื่น นอกจากนี้ Samsung ยังฉวยโอกาสเก็บส่วนแบ่งในตลาดเครื่องราคาประหยัดที่แบรนด์จีนถอยออกไป
Apple ทำสถิติส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในไตรมาสที่อ่อนที่สุด
Omdia รายงานว่า Apple ทำผลงานไตรมาส 2 ได้ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา คว้าส่วนแบ่ง 20% เพิ่มจาก 16% ในปีก่อน ทั้งที่ไตรมาส 2 เป็นช่วงขายอ่อนที่สุดของ Apple ตามปกติ จุดแข็งของ Apple คือขายเครื่องราคาสูงที่รับต้นทุนชิปที่แพงขึ้นได้โดยไม่กระทบกำไรมาก และยังมีอำนาจต่อรองในการจองชิปล่วงหน้าจากผู้ผลิต บางรายงานระบุว่า Apple ไม่ขึ้นราคาและยังจัดโปรโมชันลดราคาด้วยซ้ำ ทำให้ยิ่งทิ้งห่างคู่แข่ง
Huawei แบรนด์จีนรายเดียวที่โตในบ้านตัวเอง
ท่ามกลางแบรนด์จีนที่ยอดตก Huawei เป็นข้อยกเว้น โดยยอดส่งมอบโตราว 6% ทั่วโลก และในจีนโตถึงราว 20% ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในจีน เหตุผลคือ Huawei ตรึงราคาในตลาดจีนไว้ขณะที่คู่แข่ง Android รายอื่นขึ้นราคา บวกกับความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแรง สินค้าซีรีส์ Mate 80 ที่ได้รับการตอบรับดี และไลน์สินค้าที่ครอบคลุมหลายช่วงราคา
Google Pixel ผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการถอนตัวของ OnePlus
Notebookcheck รายงานว่า Google เติบโตถึง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากแรงหนุนของ Pixel 10 series ที่สำคัญคือในตลาดอเมริกา การถอนตัวของ OnePlus ทิ้งช่องว่างกลุ่มผู้ใช้ Android สายสเปกแรงที่เคยเป็นฐานของ OnePlus โดยตรง ผู้ที่รับช่วงลูกค้ากลุ่มนี้คือ Google Pixel, Samsung และ Motorola
สรุปเหตุผลร่วมของแบรนด์ที่ยังโต คือทุกแบรนด์มีอย่างน้อยหนึ่งในสองอย่างนี้ ได้แก่ เน้นเครื่องราคาสูงที่รับต้นทุนชิปได้ หรือมีอำนาจควบคุมซัพพลายเชนของตัวเอง (Samsung ผลิตชิปเอง Apple จองชิปล่วงหน้าได้ Huawei ตรึงราคาในบ้านได้) ส่วนแบรนด์ที่พึ่งพาเครื่องราคาถูกและซื้อชิปจากคนอื่นล้วนเป็นฝ่ายที่ต้องถอยหรือถอนตัว
คนไทยจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
ผลกระทบมาถึงผู้ใช้ทั่วไปแน่นอน และบางส่วนเริ่มเห็นแล้ว
1. มือถือรุ่นใหม่จะแพงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มราคาต่ำกว่า 10,000 บาท เพราะเป็นกลุ่มที่ต้นทุนชิปกินสัดส่วนสูงที่สุด แบรนด์มีทางเลือกแค่ขึ้นราคา ลดสเปก หรือเลิกทำรุ่นนั้นไปเลย
2. รุ่นราคาถูกจะมีให้เลือกน้อยลง แบรนด์จีนหลายรายกำลังตัดรุ่นล่างออกจากแผน เพราะขายแล้วขาดทุน สเปกอย่างแรม 8GB ที่เคยเป็นมาตรฐานเครื่องหมื่นต้น ๆ อาจถอยกลับไปเหลือ 6GB ในราคาเดิม
3. มือถือมือสองและเครื่อง refurbished จะเป็นทางเลือกที่คนหันไปหามากขึ้น Counterpoint รายงานว่าความต้องการเครื่อง refurbished เพิ่มขึ้นแล้วทั่วโลก เพราะเครื่องใหม่แพงเกินเอื้อม
4. ผู้ใช้ OnePlus และ Realme ในไทยยังใช้งานได้ตามปกติ แม้ OnePlus ถอนตัวจากอเมริกา ยุโรป และ realme ออกจากจีน แต่รอบนี้ไม่กระทบไทยโดยตรง ส่วนตลาดไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่ realme ตั้งใจโฟกัสเพิ่มด้วยซ้ำ สิ่งที่จะเปลี่ยนแน่นอนคือระบบปฏิบัติการ เครื่องที่ได้ Android 17 จะเปลี่ยนไปใช้ ColorOS 17 ทุกภูมิภาค และสิ่งที่ควรติดตามคือสถานะของ OnePlus ในตลาดนอกจีน-อินเดียหลังจากนี้ เพราะ OnePlus ประกาศเองว่าจะโฟกัสแค่ 2 ประเทศนั้น
5. ช่วงเวลาซื้อเครื่องมีผลมากกว่าเดิม ทั้ง IDC และ Counterpoint ประเมินตรงกันว่าราคาชิปจะเริ่มคลี่คลายช่วงครึ่งหลังปี 2027 เป็นอย่างเร็ว ใครที่เครื่องเดิมยังใช้ได้ การยืดอายุการใช้งานออกไปคือการประหยัดที่จับต้องได้ที่สุดในช่วง 1-2 ปีนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: OnePlus ถอนตัวในไทยด้วยไหม
A: ยังไม่มีประกาศเลิกขายในไทย การถอนตัวที่ยืนยันแล้วคืออเมริกาเหนือและยุโรป โดย OnePlus แถลงว่าตลาดหลักหลังจากนี้คือจีนและอินเดีย ซึ่งหมายความว่าตลาดอื่นรวมถึงไทยมีสถานะไม่แน่นอน และ Bloomberg รายงานว่ามีแผนถอนตัวทั่วโลกภายในปี 2027 (OnePlus อินเดียปฏิเสธ) จึงควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป
Q: ซื้อมือถือ OnePlus หรือ realme ตอนนี้ยังปลอดภัยไหม
A: เครื่องที่ซื้อแล้วยังได้รับอัปเดตซอฟต์แวร์และการรับประกันจนครบระยะที่แบรนด์ประกาศไว้ OnePlus ยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะดูแลลูกค้าเดิมทุกตลาดที่ถอนตัวโดยมี OPPO หนุนหลัง ส่วน realme ยิ่งไม่น่ากังวลเพราะตลาดนอกจีนคือเป้าหมายหลักของแบรนด์หลังจากนี้ สิ่งที่จะเปลี่ยนแน่คือระบบปฏิบัติการ เครื่องที่ได้อัปเดต Android 17 จะเปลี่ยนจาก OxygenOS / realme UI ไปเป็น ColorOS 17
Q: OxygenOS จะหายไปเมื่อไหร่
A: เริ่มเปลี่ยนพร้อมการอัปเดต Android 17 เครื่องที่อยู่ในเกณฑ์ได้ Android 17 จะได้รับตัวเลือกอัปเดตไปใช้ ColorOS 17 ส่วนเครื่องรุ่นเก่าที่ไม่ได้ Android 17 จะยังได้รับการดูแลบน OxygenOS เดิมจนหมดระยะซัพพอร์ตของรุ่นนั้น
Q: ทำไมมือถือปี 2026 ถึงแพงขึ้น
A: สาเหตุหลักคือชิปหน่วยความจำ (DRAM และ NAND) ขาดแคลนและราคาพุ่ง เพราะผู้ผลิตชิปจัดสรรกำลังการผลิตให้ธุรกิจศูนย์ข้อมูล AI ก่อน ราคาชิป LPDDR เพิ่มขึ้นถึง 250% ในหนึ่งปี ต้นทุนนี้ถูกส่งต่อมาที่ราคาเครื่อง
Q: ราคามือถือจะกลับมาถูกเมื่อไหร่
A: IDC ประเมินว่าราคาชิปจะเริ่มทรงตัวช่วงครึ่งหลังปี 2027 ส่วน Counterpoint มองว่าภาวะตึงตัวอาจลากถึงปลายปี 2027 และ IDC คาดว่าตลาดมือถือจะกลับมาโตในปี 2028
Q: แบรนด์ไหนได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้
A: Samsung และ Apple ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด เพราะเน้นเครื่องราคาสูงที่รับต้นทุนชิปได้ และมีอำนาจต่อรองในการจองชิปล่วงหน้า ในตลาดอเมริกา เมื่อ OnePlus ถอนตัวยังเปิดช่องให้ Google Pixel, Samsung และ Motorola เก็บลูกค้ากลุ่มที่ชอบ Android สเปกแรงเพิ่มด้วย
สรุป
การที่ OnePlus ถอนตัวจากอเมริกาและยุโรป กับการที่ Realme เลิกขายในจีนเพื่อไปเน้นตลาดโลก ไม่ใช่ข่าวของสองแบรนด์ แต่เป็นสัญญาณว่าอุตสาหกรรมมือถือกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มี 3 ลักษณะชัดเจน หนึ่ง ต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งเพราะ AI ทำให้โมเดลขายเครื่องสเปกแรงราคาถูกไปต่อไม่ได้ สอง ตลาดแยกเป็นสองขั้ว แบรนด์ตลาดบนโตต่อ แบรนด์ตลาดล่างต้องหดตัวหรือถอนตัว สาม ทุกแบรนด์ต้องเลือกสนามรบ ไม่มีใครมีทรัพยากรพอจะสู้ทุกตลาดอีกแล้ว
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ มือถือรุ่นใหม่ช่วงปี 2026-2027 จะแพงขึ้นและตัวเลือกน้อยลง ถ้าเครื่องเดิมยังใช้ได้ การรอถึงปี 2028 ที่ตลาดคาดว่าจะฟื้นตัว อาจเป็นจังหวะซื้อที่คุ้มกว่า
อ้างอิงจาก: Android Headlines , GSMArena , IDC , CNBC


